ข่าวสาร
ปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลและความยั่งยืน
อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก โดยในปี 2026 นี้ ธุรกิจโลจิสติกส์กำลังเผชิญกับความท้าทายและโอกาศใหม่ ๆ จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม
4.แนวโน้มสำคัญที่กำหนดอนาคตโลจิสติกส์
1.ดิจิทัลและระบบอัจฉริยะเพิ่มประสิทธิภาพทุกขั้นตอน
การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มากขึ้น ทั้งระบบ WMS, TMS รวมถึง AI และ Big Data ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล วางแผนเส้นทางการข่นส่ง คาดการณ์ตามความต้องการ และบริหารจัดการคลังสินค้าได้อย่างแม่นยำ ลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็ว และยกระดับการใช้บริการ
2.E-commerce เติบโตต่อเนื่อง ดันความต้องการโลจิสติกส์
พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้ความต้องการด้านคลังสินค้าและบริการขนส่ง โดยเฉพาะ Last-mile Delivery เพิ่มสูงขึ้น
ผู้ให้บริการจึงต้องปรับตัวเพื่อรองรับการจัดส่งที่รวดเร็ว ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น
3.ความยั่งยืนของการดำเนินธุรกิจ
องค์กรต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การใช้รถขนส่งไฟฟ้า (EV) การวางแผนเส้นทางเพื่อลดการใช้น้ำมัน และการออกแบบคลังสินค้าให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน
4.โอกาสของโลจิสติกส์ไทยยังเติบโตต่อเนื่อง
ประเทศไทยยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจสำคัญของภาคอุตสาหกรรมและการกระจายสินค้าเชื่อมโยงทั้ง
ในประเทศและต่างประเทศ
5 พฤษภาคม 2569
มีนาคม 2026: ผลกระทบ “ดาบสองคม” ทั้งโอกาสและความท้าทาย
ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง สร้างแรงสั่นสะเทือนต่ออุตสาหกรรมยานยนต์โลกทั้งด้านต้นทุน ห่วงโซ่อุปทานและพฤติกรรมผู้บริโภค
ผลกระทบด้านลบ: ความท้าทายเพิ่มขึ้น
วิกฤตโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปาน
การปิดช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ทำให้การขนส่งเชื้อเพลิงและวัตถุดิบล่าช้า กระทบการผลิตแบบ “Just-in-Time” เสี่ยงหยุดชะงัก
ต้นทุนการขนส่งพุ่งสูง
ต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป เพิ่มระยะทางกว่า 4,000 ไมล์และใช้เวลาเพิ่ม 10-14 วัน ค่าระวางเรือและประกันภัยพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว
วิกฤตราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต
- น้ำมันดิบ Brent พุ่ง > $100-110/บาร์เรล (มี.ค. 2026)
- ต้นทุนวัตถุดิบ เช่น อลูมิเนียม เหล็ก ปิโตรเคมี คาดว่าเพิ่มขึ้น 15-25%
ผลกระทบต่อ EV และเทคโนโลยี
- ขาดแคลนก๊าซฮีเลียม (Helium) กระทบการผลิตชิป
- ห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ล่าช้า ต้นทุนสูงขึ้น
การปรับตัวของค่ายรถยนต์
- ปรับราคารถยนต์ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
- เร่งย้ายฐานการผลิต (Nearshoring)
ลดความเสี่ยงการพึ่งพาเส้นทางไกล
ผลกระทบด้านบวก : ราคาน้ำมันกระตุ้นความสนใจ EV
ราคาน้ำมันพุ่งสูง
หลังการโจมตีในอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันดิบ Brent ทะยานขึ้น $90-100/บาร์เรล ทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั้มทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นตาม
การประหยัดต้นทุน
ผุ้บริโภคมองหาทางเลือกที่เสถียรกว่า ค่าไฟฟ้าผันผวน น้อยกว่าน้ำมัน ยอดค้นหาและการพิจารณาซื้อรถ EV Hybrid เพิ่มขึ้นอย่างมองเห็นได้ชัดในเดือนมีนาคมนี้

ผลกระทบด้านลบ (ต่อเนื่อง) : อุปสรรคต่อการเติบโต
ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน
เส้นทางขนส่งในทะเลแดงและตะวันออกกลางเป็นอัมพาต กระทบการขนส่งชิ้นส่วนและแบตเตอรี่ ต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้น เสี่ยงรถขาดตลาด/
ส่งมอบล่าช้า
ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น
กระบวนการผลิตแบตเตอรี่ใช้พลังงานสูง ราคาพลังงานโลกพุ่ง ทำให้แร่ธาตุสำคัญอย่างลิเธียม และนิกเกิลอาจปรับตัวสูงขึ้น
ความเชื่อมั่นผู้บริโภค
ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาวะเงินเฟ้อ ทำให้
ผู้บริโภคบางส่วนชะลอการซื้อรถยนต์ใหม่

แม้ว่าจะมีปัจจัยลบด้านการขนส่ง แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่คือ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ที่ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการพึ่งพาพลังงานสะอาดเพื่อความมั่นคง
ทางพลังงาน (Energy Independence) โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก
“สงครามเป็นตัวเร่งให้คนอยากเปลี่ยนไปใช้ EV เพื่อหนีราคาน้ำมัน
แต่ในทางปฏิบัติอาจเจอปัญหาเรื่องราคารถที่อาจปรับขึ้นตามต้นทุนการผลิต หรือการรอรับรถที่นานขึ้น
เนื่องจากระบบโลจิสติกส์โลกติดขัด”
ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์
14 พฤษภาคม 2569
โครงการแลนด์บริดจ์
เชื่อมโยงอ่าวไทย – อันดามัน
พลิกโฉมการขนส่งของภูมิภาค
โครงการแลนด์บริดจ์จะช่วยสร้างานสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่และคนไทยเป็นจำนวนมากจากการพัฒนาในธุรกิจอย่างต่อเนื่องเช่น การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชน์ พัฒนาเมือง และอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดเขตธุรกิจต่อเนื่อง เช่น การธนาคาร การประกันภัย การลงทุนอุตสาหกรรมดิจิทัล และการสร้างมูลค้าเพิ่มจากวัตถุดิบ และเขตส่งเสริมการลงทุนปลอดภาษีเพื่อพัฒนาศักยภาพของพื้นที่ ยกระดับสู่การเป็นพื้นที่ย่านธุรกิจระดับโลก พร้อมด้วยการอุตสาหกรรมต่อเกษตรในพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ เช่น การแปรรูปยาง น้ำมัน ผลไม้ อาหารทะเล สินค้าฮาลาล และอุตสาหกรรมไฮเทค โดยใช้เทคโนโลยีเป็นมิตรกันสิ่งแวดล้อมเช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า EV อุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นต้น
โครงการแลนด์บริดจ์จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้อย่างไร ?
กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เดินหน้าศึกษาและออกแบบโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม
เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) หรือ “โครงการแลนด์บริดจ์” เพื่อใช้ศักยภาพด้านภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ในการเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก
โครงการแลนด์บริดจ์ประกอบด้วยการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่ระนองและชุมพรโดยมีเส้นทางเชื่อมโยงทางเรือทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งทางถนน ทางรถไฟ โดยใช้เส้นทาง One Port Two Sides ที่จะต้องก่อสร้างและบริหารงานพร้อมกันทั้งโครงการที่สัญญาเดียว
ที่พัฒนาให้เป็นท่าเรือน้ำลึกที่ทันสมัย บริหารจัดการท่าเรืออัตโนมัติ (Smart Port) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันพร้อมกับการพัฒนาท่าเรือให้
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Port) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
อะไรคือปัจจัยที่จะทำให้โครงการแลนด์บริดจ์สำเร็จ ?
1 ในปัจจัยสำคัญที่จะเดินหน้าให้โครงการแลนด์บริดจ์สำเร็จ คือ พ.ร.บ. SEC และจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เข้ามากำกับดูแลพร้อมมีกฎหมายที่ใช้คับเคลื่อนเพื่อสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่เพื่อช่วยขจัดอุปสรรคทางกฎระเบียบในทางพัฒนาพื้นที่และส่งเสริมคนในชุมชนและการกำหนดผู้ลงทุนต้องมีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการท่าเรือ การเดินเรือในระดับโลก ต้องมีความพร้อมด้านเงินทุนเพื่อลงทุนในโครงการ
โครงการแลนด์บริดจ์ เป็นโครงการที่มีมูลค่าในการลงทุนสูงจึงให้สิทธิ์ให้ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติลงทุนในรูปแบบการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยรัฐบาลจะดำเนินการจัดหาที่ดินและให้เอกชนลงทุนค่าก่อสร้างและบริการโครงการเป็นระยะเวลา 50 ปี
โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ได้เป็นเพียงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นการสร้างโอกาสให้ไทยสู่การเป็นเส้นทางเดินเรือใหม่ของโลกเป็นศูนย์กลางการขนส่งและเศรษฐกิจใหม่ทางทะเลที่จะสร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนในพื้นที่และสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างแท้จริง
ที่มา : OTP Chanel
13 พฤษภาคม 2569
“แลนด์บริดจ์” หรือโครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย -อันดามัน (ชุมพร-ระนอง)
ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม
ออกแบบเบื้องต้น ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
และวิเคราะห์รูปแบบโมเดลการพัฒนาการลงทุน (Business Development Model)
หากสามารถลงทุนพัฒนาได้ตามเป้าหมายจะเป็นอภิมหาเมกะโปรเจกต์ของประเทศไทย ด้วยเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 1 ล้านล้านบาท
เนื่องจากจะมีการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งทะเล และมีโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างกันด้วยระบบราง (รถไฟทางคู่) และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ภายใต้แนวคิด ”One Port Two Side” และการพัฒนาพื้นที่หลังท่า ด้วยอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง และกิจกรรมเชิงพาณิชย์
ปักหมุดจุดสร้างท่าเรือ “แหลมริ่ว & แหลมอ่าวอ่าง” รองรับฝั่งละ 20 ล้านทีอียู
การศึกษาได้คัดเลือกจุดก่อสร้างท่าเรือทั้งสองฝั่งที่เหมาะสมได้แล้ว คือ บริเวณแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร
และแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ขีดความสามารถรองรับตู้สินค้า ฝั่งละ 20 ล้านทีอียู
รวมถึงแนวเส้นทางการพัฒนาระบบเชื่อมโยง ระยะทาง 93.9 กิโลเมตร (กม.)
โดยเป็นระยะทางบนบก 89.35 กม.
ระยะทางในทะเลสู่ท่าเรือระนอง 2.15 กม.
ระยะทางในทะเลสู่ท่าเรือชุมพร 2.48 กม.
ประกอบด้วย ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) และรถไฟทางคู่ ขนาดรางมาตรฐาน (1.435 เมตร) รองรับการขนส่งสินค้า และรางขนาด 1 เมตร
เพื่อเชื่อมการเดินทางขนส่งผู้โดยสารในโครงข่ายรวมของประเทศอีกด้วย โดยมีรูปแบบทั้งทางยกระดับ ทางระดับพื้น และอุโมงค์ จำนวน 3 แห่ง
เปิดแผนลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ผุด “ท่าเรือ-รถไฟ-มอเตอร์เวย์” ครบวงจร
สำหรับผลการศึกษาเบื้องต้น การพัฒนาแลนด์บริดจ์ประมาณมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้น 1.001 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย
1. การก่อสร้างท่าเรือ มูลค่าลงทุนรวม 636,477 ล้านบาท
(ท่าเรือฝั่งชุมพร มูลค่าลงทุน 305,666.44 ล้านบาท รองรับสินค้า 20 ล้านทีอียู,
ท่าเรือฝั่งระนอง มูลค่าลงทุน 330,810.56 ล้านบาท รองรับสินค้า 20 ล้านทีอียู)
2. การพัฒนาพื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า (SRTO) มูลค่าลงทุนรวม 141,103.47 ล้านบาท
(ฝั่งชุมพร มูลค่าลงทุน 86,397.85 ล้านบาท ฝั่งระนอง มูลค่าลงทุน 54,705.62 ล้านบาท)
3. เส้นทางเชื่อมโยงชุมพร-ระนอง ได้แก่ มอเตอร์เวย์ และรถไฟทางคู่ มูลค่าลงทุนรวม 223,626 ล้านบาท
โดยจะแบ่งการพัฒนาเป็น 4 เฟสย่อย ดังนี้
แผนลงทุน เฟส 1/1 มีมูลค่ารวม 522,844.08 ล้านบาท ประกอบด้วย
– ก่อสร้างท่าเรือ 2 ฝั่ง มูลค่ารวม 260,235.51 ล้านบาท แบ่งเป็น ท่าเรือฝั่งชุมพร มูลค่าลงทุน 118,519.50 ล้านบาท รองรับ 4 ล้านทีอียู
– ก่อสร้างท่าเรือฝั่งระนอง มูลค่าลงทุน 141,716.02 ล้านบาท รองรับ 6 ล้านทีอียู
– พื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า (SRTO) มูลค่ารวม 60,892.56 ล้านบาท แบ่งเป็น
– พื้นที่ฝั่งชุมพรมูลค่าลงทุน 38,113.45 ล้านบาท
– พื้นที่ฝั่งระนอง มูลค่าลงทุน 22,779.11 ล้านบาท
-เส้นทางเชื่อมโยง มูลค่ารวม 201,716 ล้านบาท ประกอบด้วย มอเตอร์เวย์ขนาด 4 ช่องจราจร และรถไฟทางคู่ ขนาด 1 เมตร และขนาด 1.435 เมตร
แผนลงทุน เฟส 1/2 มีมูลค่ารวม 164,671 ล้านบาท ประกอบด้วย
– ขยายท่าเรือ 2 ฝั่ง มูลค่ารวม 118,809.53 ล้านบาท แบ่งเป็น
ท่าเรือฝั่งชุมพร มูลค่าลงทุน 45,644.75 ล้านบาท เพิ่มการรองรับเป็น 8 ล้านทีอียู
ขยายท่าเรือฝั่งระนอง มูลค่าลงทุน 73,164.78 ล้านบาท เพิ่มการรองรับเป็น 12 ล้านทีอียู
– พื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า (SRTO) มูลค่ารวม 23,952.30 ล้านบาท แบ่งเป็น
พื้นที่ฝั่งชุมพร มูลค่าลงทุน 10,498.30 ล้านบาท พื้นที่ฝั่งระนอง มูลค่าลงทุน 13,454 ล้านบาท
– เส้นทางเชื่อมโยง มูลค่ารวม 21,910 ล้านบาท โดยเป็นการขยายมอเตอร์เวย์จากขนาด 4 ช่องจราจร
เป็น6 ช่องจราจร
แผนลงทุน เฟส 1/3 มีมูลค่ารวม 228,512.79 ล้านบาท ประกอบด้วย
– ขยายท่าเรือ 2 ฝั่ง มูลค่ารวม 189,151.75 ล้านบาท แบ่งเป็น ท่าเรือฝั่งชุมพร มูลค่าลงทุน 73,221.99
ล้านบาท เพิ่มการรองรับเป็น 14 ล้านทีอียู
ขยายท่าเรือฝั่งระนอง มูลค่าลงทุน 115,929.76 ล้านบาท เพิ่มการรองรับเป็น 20 ล้านทีอียู
– พื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า (SRTO) มูลค่ารวม 39,361.04 ล้านบาท แบ่งเป็น
พื้นที่ฝั่งชุมพร มูลค่าลงทุน 20,888.52 ล้านบาท
พื้นที่ฝั่งระนอง มูลค่าลงทุน 18,472.52 ล้านบาท
แผนลงทุน เฟส 1/4 มีมูลค่ารวม 85,177.77 ล้านบาท ประกอบด้วย
– ขยายท่าเรือ ฝั่งชุมพร มูลค่า 68,280.20 ล้านบาท เพิ่มการรองรับเป็น 20 ล้านทีอียู
– พื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า (SRTO) ฝั่งชุมพร มูลค่าลงทุน 16,897.57 ล้านบาท
ไฮไลต์ มอเตอร์เวย์และรถไฟ ทางลัดแผ่นดินเชื่อมขนส่งสองฝั่งทะเล
สำหรับแนวเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างท่าเรือฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ออกแบบเป็นมอเตอร์เวย์ขนาด 6 ช่องจราจร
และรถไฟทางคู่ ทั้งรางขนาด 1 เมตร และขนาด 1.435 เมตร ซึ่งเป็นเส้นทาง MR8 ชุมพร-ระนอง
ในแผนแม่บทการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองควบคู่กับระบบราง (MR-MAP) มีระยะทาง 89.35 กม. แนวเส้นทางผ่านพื้นที่ 2 จังหวัด 3 อำเภอ (อ.เมืองระนอง จ.ระนอง และ อ.หลังสวน อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร)
ด้วยประเทศไทยมีทำเลที่ตั้งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค จึงมีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ ในการเป็นประตูการค้า การขนส่งและแลกเปลี่ยนสินค้าของประเทศในภูมิภาค และระหว่างทวีปต่างๆ ของโลก โดยมองว่า “แลนด์บริดจ์” จะเป็นจุดศูนย์กลางแห่งหนึ่งในการขนส่งสินค้า และจะเป็นเส้นทางเดินเรือใหม่ ที่มีแรงจูงใจผู้ประกอบการ คือ ลดระยะเวลาการขนส่งเส้นทาง จากที่ผ่านช่องแคบมะลากาจาก 9 วัน เหลือ 5 วัน ทำให้ประหยัดต้นทุน และเป็นประตูการค้าเชื่อมต่อ EEC GMS จีนตอนใต้ อาเซียน และ BIMSTEC
จากการศึกษาวิเคราะห์เส้นทางเดินเรือหลักสายใหม่ที่จะเกิดขึ้น เมื่อมี “แลนด์บริดจ์” โดยจะเป็น
การขนส่งสินค้า ระหว่างสหภาพยุโรป, ตะวันออก, อินเดีย, บังกลาเทศ, เวียดนาม, จีน โดยลูกค้าหลัก จะเป็นเรือสินค้า ฟีดเดอร์ ขนาด 5,000-6,000 ทีอียู และเป็นทางเลือกของสินค้าถ่ายลำ (Transshipment)
การขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเชื่อมต่อทางรางและทางถนน และเกิดอุตสาหกรรมหลังท่า (Port Industry) มีการตั้งเขตพื้นที่เศรษฐกิจเสรี ดึงดูดนักลงทุน เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมหลังท่าเรือระนอง และท่าเรือชุมพรส่งเสริมแลนด์บริดจ์ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้
ในการศึกษาโมเดลรูปแบบการเคลื่อนที่ของสินค้าที่จะผ่าน “โครงการแลนด์บริดจ์” ฝั่งระนอง รวมประมาณ 19.4 ล้านทีอียู ฝั่งชุมพร ประมาณ 13.8 ล้านทีอียู ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
1. สินค้าถ่ายลำ (Transshipment) ฝั่งระนอง ประมาณ 13.6 ล้านทีอียู ฝั่งชุมพร ประมาณ 12.2 ล้านทีอียู
2. สินค้านำเข้า-ส่งออกของไทย ฝั่งระนอง ประมาณ 4.6 ล้านทีอียู ฝั่งชุมพร ประมาณ 1.4 ล้านทีอียู
3. สินค้าจีนตอนใต้และ GMS ฝั่งระนอง ประมาณ 1.2 ล้านทีอียู ฝั่งชุมพร ประมาณ 0.2 ล้านทีอียู
และ “แลนด์บริดจ์” จะทำให้เกิดพื้นที่เชิงพาณิชย์ ที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรมขนาดเบา เช่น การประกอบชิ้นส่วนยานยนต์ อาหาร โลจิสติกส์, อุตสาหกรรมบริการ
เสริมการเดินเรือ-ไม่แข่งท่าเรือสิงคโปร์
คำถามถึงการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ว่ามีวัตถุประสงค์อย่างไร
คำตอบคือ ต้องการให้เป็นประตูการค้า การนำเข้าส่งออกของประเทศไทย และประเทศในภูมิภาคอาเซียน และเป็นการรองรับสินค้าเส้นทาง จากจีน ลาว อินเดีย ไปยังยุโรป หรือสินค้าจากยุโรป มายังภูมิภาคอาเซียน
ที่สำคัญ ”แลนด์บริดจ์” ไม่ได้ทำเพื่อแข่งขันกับท่าเรือสิงคโปร์ ที่มีเส้นทางรองรับเรือขนส่งขนาดใหญ่
แต่ “แลนด์บริดจ์” จะเสริมการขนส่ง ที่ปัจจุบันปริมาณเรือที่ผ่านช่องแคบมะละกาเพิ่มขึ้น
ตามปริมาณการค้าขาย ขณะที่ช่องแคบมะละกามีขีดจำกัดในการรองรับ ทำให้เรือต้องเสียเวลารอ
“แลนด์บริดจ์” จะช่วยย่นระยะทาง ลดระยะเวลา และเป็นเส้นทางเดินเรือใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยมีท่าเรือฝั่งอ่าวไทย (จ.ชุมพร) และฝั่งอันดามัน (จ.ระนอง) รองรับตู้สินค้าและใช้มอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่เชื่อมระหว่าง 2 ท่าเรือ
ศึกษาร่าง พ.ร.บ.SEC ดันตั้งสำนักงานขับเคลื่อน
นอกจากนี้ การพัฒนา “แลนด์บริดจ์” จะเป็นส่วนเสริมศักยภาพของท่าเรือแหลมฉบัง และพื้นที่ EEC อีกด้วย โดย สนข.ได้นำต้นแบบการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งมีพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (พ.ร.บ.EEC) ที่ใช้ขับเคลื่อนโครงการ EEC โดยอยู่ระหว่างการศึกษาจัดทำร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ.SEC) และแนวทางการจัดตั้งสำนักงานกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ต่อไป
“แลนด์บริดจ์ เป็นโครงการใหญ่ มีวงเงินลงทุนสูง ต้องร่วมทุนกับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะมีสิทธิพิเศษที่แตกต่างจากการลงทุนทั่วไป จำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะ และตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลเฉพาะ”
เบื้องต้น รูปแบบท่าเรือ รถไฟ และมอเตอร์เวย์ จะรวมการลงทุนเป็นแพกเกจเดียวกัน ให้เอกชนลงทุน 100% โดยเป็นเอกชนต่างชาติร่วมกับเอกชนไทย เข้ามาก่อสร้าง และพัฒนาท่าเรือ รวมถึงบริหารท่าเรือ ทำการตลาดหาลูกค้า ประเทศไทยจะได้ประโยชน์
เช่น เกิดการจ้างงาน
การพัฒนาพื้นที่หลังท่า
เกิดนิคมอุตสาหกรรม
กระจายรายได้และเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ
ประเมินระยะเวลาสัมปทานไว้ที่ 50 ปี โดยนักลงทุนเป้าหมายคือ กลุ่มสายเดินเรือขนาดใหญ่ที่มีลูกค้าในมือ ผู้บริหารท่าเรือที่มีความเชี่ยวชาญ และนักลงทุนอื่นๆ
สำหรับสายเรือขนาดใหญ่ระดับโลกที่เป็นนักลงทุนเป้าหมาย ได้แก่ ไต้หวัน จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อังกฤษ
ที่มา : สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข)
15 มิถุนายน 2569