ข่าวสาร

ปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลและความยั่งยืน

อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก โดยในปี 2026 นี้ ธุรกิจโลจิสติกส์กำลังเผชิญกับความท้าทายและโอกาศใหม่ ๆ จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม

4.แนวโน้มสำคัญที่กำหนดอนาคตโลจิสติกส์

 

1.ดิจิทัลและระบบอัจฉริยะเพิ่มประสิทธิภาพทุกขั้นตอน

 

การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มากขึ้น ทั้งระบบ WMS, TMS รวมถึง AI และ Big Data ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล วางแผนเส้นทางการข่นส่ง คาดการณ์ตามความต้องการ และบริหารจัดการคลังสินค้าได้อย่างแม่นยำ  ลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็ว      และยกระดับการใช้บริการ

 


2.E-commerce
เติบโตต่อเนื่อง ดันความต้องการโลจิสติกส์

พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้ความต้องการด้านคลังสินค้าและบริการขนส่ง โดยเฉพาะ Last-mile Delivery เพิ่มสูงขึ้น
ผู้ให้บริการจึงต้องปรับตัวเพื่อรองรับการจัดส่งที่รวดเร็ว ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น


3.ความยั่งยืนของการดำเนินธุรกิจ

องค์กรต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การใช้รถขนส่งไฟฟ้า (EV) การวางแผนเส้นทางเพื่อลดการใช้น้ำมัน และการออกแบบคลังสินค้าให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน

 


4.โอกาสของโลจิสติกส์ไทยยังเติบโตต่อเนื่อง

ประเทศไทยยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจสำคัญของภาคอุตสาหกรรมและการกระจายสินค้าเชื่อมโยงทั้ง
ในประเทศและต่างประเทศ

 

5 May 2026

มีนาคม 2026: ผลกระทบ “ดาบสองคม” ทั้งโอกาสและความท้าทาย

ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง สร้างแรงสั่นสะเทือนต่ออุตสาหกรรมยานยนต์โลกทั้งด้านต้นทุน ห่วงโซ่อุปทานและพฤติกรรมผู้บริโภค

ผลกระทบด้านลบ: ความท้าทายเพิ่มขึ้น

วิกฤตโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปาน

การปิดช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ทำให้การขนส่งเชื้อเพลิงและวัตถุดิบล่าช้า กระทบการผลิตแบบ “Just-in-Time” เสี่ยงหยุดชะงัก

ต้นทุนการขนส่งพุ่งสูง

ต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป เพิ่มระยะทางกว่า 4,000 ไมล์และใช้เวลาเพิ่ม 10-14 วัน ค่าระวางเรือและประกันภัยพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว

วิกฤตราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต

  • น้ำมันดิบ Brent พุ่ง > $100-110/บาร์เรล (มี.ค. 2026)
  • ต้นทุนวัตถุดิบ เช่น อลูมิเนียม เหล็ก ปิโตรเคมี คาดว่าเพิ่มขึ้น 15-25%

ผลกระทบต่อ EV และเทคโนโลยี

  • ขาดแคลนก๊าซฮีเลียม (Helium) กระทบการผลิตชิป
  • ห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ล่าช้า ต้นทุนสูงขึ้น

การปรับตัวของค่ายรถยนต์

  • ปรับราคารถยนต์ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
  • เร่งย้ายฐานการผลิต (Nearshoring)
    ลดความเสี่ยงการพึ่งพาเส้นทางไกล

 

ผลกระทบด้านบวก : ราคาน้ำมันกระตุ้นความสนใจ EV

ราคาน้ำมันพุ่งสูง

หลังการโจมตีในอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันดิบ Brent ทะยานขึ้น $90-100/บาร์เรล ทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั้มทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นตาม
การประหยัดต้นทุน
ผุ้บริโภคมองหาทางเลือกที่เสถียรกว่า ค่าไฟฟ้าผันผวน น้อยกว่าน้ำมัน ยอดค้นหาและการพิจารณาซื้อรถ EV Hybrid เพิ่มขึ้นอย่างมองเห็นได้ชัดในเดือนมีนาคมนี้

ผลกระทบด้านลบ (ต่อเนื่อง) : อุปสรรคต่อการเติบโต

ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน
เส้นทางขนส่งในทะเลแดงและตะวันออกกลางเป็นอัมพาต กระทบการขนส่งชิ้นส่วนและแบตเตอรี่ ต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้น เสี่ยงรถขาดตลาด/
ส่งมอบล่าช้า
ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น
กระบวนการผลิตแบตเตอรี่ใช้พลังงานสูง ราคาพลังงานโลกพุ่ง ทำให้แร่ธาตุสำคัญอย่างลิเธียม และนิกเกิลอาจปรับตัวสูงขึ้น
ความเชื่อมั่นผู้บริโภค
ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาวะเงินเฟ้อ ทำให้
ผู้บริโภคบางส่วนชะลอการซื้อรถยนต์ใหม่

แม้ว่าจะมีปัจจัยลบด้านการขนส่ง แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่คือ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ที่ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการพึ่งพาพลังงานสะอาดเพื่อความมั่นคง
ทางพลังงาน (Energy Independence) โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก

สงครามเป็นตัวเร่งให้คนอยากเปลี่ยนไปใช้ EV เพื่อหนีราคาน้ำมัน
แต่ในทางปฏิบัติอาจเจอปัญหาเรื่องราคารถที่อาจปรับขึ้นตามต้นทุนการผลิต หรือการรอรับรถที่นานขึ้น
เนื่องจากระบบโลจิสติกส์โลกติดขัด
”                 

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์
14 May 2026